‘อุ้ยอ้าย’ : วงจรอุบาทว์

วันนี้ (21 พ.ย.60) เวลา 14.00 น. ฟุตบอลไทยจะมีข่าวใหญ่เบ้ง คือการแถลงข่าวการปราบปรามขบวนการล้มบอลไทย

นี่คือสิ่งที่หลายคนรอคอย เพราะจะได้รู้ซะทีว่าใครหน้าไหนช่างกล้าทรยศอาชีพของตัวเอง

ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เรื่อง “การล้มบอลไทย” เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงมานาน แต่ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดหรือจับกุมอย่างจริงจังซักที ทั้งที่เคยมีข่าวว่าสมาคมฯ ได้ว่าจ้างทั้งตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล และ สปอร์ต เรดาห์ มาช่วยดูแล

กระทั่งมาถึงยุคที่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เป็นนายตำรวจ และ พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 ได้ถูกบังคับใช้เมื่อปี 2557 ทำให้ทุกอย่างสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ โดยมีกฎหมายรองรับ

พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ ครอบคุมทุกการแข่งขันกีฬาที่เป็นอาชีพของประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ฟุตบอล” ฉะนั้นหากมีการว่าจ้างในการแข่งขันกีฬาถือเป็นความผิดทั้งหมด ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวผู้เกี่ยวข้องกับกีฬาเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลภายนอกอย่างเราๆ ก็มีสิทธิ์ทำผิด พ.ร.บ.กีฬาอาชีพ ได้เหมือนกัน

บทกำหนดโทษที่ระบุไว้ใน พรบ.กีฬาอาชีพ จะอยู่ในหมวดที่ 8 หน้า 15 จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 โทษทางปกครอง มีทั้งสิ้น 6 มาตรา และส่วนที่ 2 โทษทางอาญา มีทั้งสิ้น 5 มาตรา ดังนี้

มาตรา 64 ผู้ใดให้ หรือขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่นักกีฬาอาชีพหรือผู้อื่น เพื่อจูงใจให้นักกีฬาอาชีพกระทำการล้มกีฬา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 65 ผู้ใดเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นเพื่อให้มีการกระทำการล้มกีฬา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 66 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ตัดสินหรือผู้อื่นเพื่อจูงใจให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ตัดสินไม่เป็นไปตามระเบียบ หรือกติกาการแข่งขัน หรือทำหน้าที่ตัดสินอย่างไม่ถูกต้องเที่ยงธรรม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 67 ผู้ตัดสินใดเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อทำหน้าที่ตัดสินไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกติกาการแข่งขันหรือทำหน้าที่ตัดสินอย่างไม่ถูกต้องเที่ยงธรรม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000 – 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 68 ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) ไม่มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานหรือสิ่งอื่นใดตามคำสั่งของคณะกรรมการ (2) ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่

นี่คือโทษตามกฎหมายที่ผู้กระทำผิดจะได้รับ แต่ในส่วนของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ก็มีโทษที่ต้องให้ชดใช้เหมือนกัน

เท่าที่ทราบ “ระเบียบว่าด้วยการลงโทษวินัย มารยาท ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 พ.ศ.2560” ข้อ 1.15 ระบุว่า “นักฟุตบอลกระทำการส่อไปในทางสมยอมกันอย่างไม่มีศักดิ์ศรี (ล้มบอล) ห้ามลงแข่งขันเป็นเวลา 3 ปีและปรับเงินตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 500,000 บาท” และข้อ 6.7 “กรณีท่ีนักกีฬาฟุตบอลหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรสมาชิกใดได้ว่าจ้างให้ผู้ตัดสินหรือผู้ช่วยผู้ตัดสิน ทำหน้าท่ี ตัดสินให้ผลการแข่งขันเป็นประโยชน์แก่องค์กรสมาชิกตนหรือองค์กรสมาชิกอื่น จะมีโทษตามที่คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท ของสมาคมกำหนด”

อย่างไรก็ตามการแถลงข่าวครั้งนี้สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลไทยที่สั่งสมกันมาจะถูกสูญเสียศรัทธาจากแฟนบอลไม่มากก็น้อย

แต่มองอีกมุมนึง การออกมาดำเนินการจับกุมอย่างจริงจัง ทำให้มะเร็งร้ายของฟุตบอลไทยหมดไปซักที

อย่างน้อยๆ เชือดไก่ให้ลิงดู คงไม่มีใครกล้าทำสิ่งอุบาทว์แบบนี้อีก!!!

อุ้ยอ้าย

บทความที่เกี่ยวข้อง

หลักฐานอ่อน! ส.บอลยันขอรายงานแมตซ์คอมเพิ่มกรณีสนามแม่สอดไม่เงียบ

งานดี! บิ๊กบอสเกร็กคูแฮปปี้แฟนชมล้นโฟกัสปั้นเยาวชนเล่นยูธลีก

“เสี่ยโหน่ง” แม้วันนี้เราจะอยู่ใน T4 แต่แฟนบอลก็ไม่เคยทิ้งเรา

ดาร์บี้แมตซ์กรุงเก่า! "โค้ชบลู" ปลุกแฟนเชียร์เชื่อเกมสนุกตื่นเต้นเร้าใจ